ค่าลดหย่อนภาษี 2564 Update

ค่าลดหย่อนภาษีคืออะไร

ค่าลดหย่อนภาษีคือ รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มเติม หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนออกแล้ว ก็จะเหลือ “เงินได้สุทธิ” ไปคำนวณภาษี

เงินได้- ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

ทำไมต้องลดหย่อนภาษี

เราลดหย่อนเพื่อให้ “เงินได้สุทธิ” เหลือน้อยที่สุด เพื่อเสียภาษีจำนวนน้อย

เงินได้บางประเภท เช่น ค่าจ้างของมนุษย์เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น จะเป็นเงินได้ที่ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้ การเพิ่มค่าลดหย่อนภาษี ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลงนั่นเอง

ค่าลดหย่อนภาษี 2564 มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

กดดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะ

  • จำนวน : 60,000 บาท
  • เงื่อนไข : ลดหย่อนภาษีได้ทันทีที่ยื่นแบบฯ
  • จำนวน : 60,000 บาท
  • เงื่อนไข : ต้องเป็นสามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรส และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่เลือกนำมาคำนวณภาษีแบบไม่แยกยื่นแบบฯ
  • จำนวน : ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนบุตร)
  • เงื่อนไข :

– หากเป็นบุตรตามกฎหมาย สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวนบุตร

– หากเป็นบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน

– หากมีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำมาลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 3 คน

– หากมีบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะนำบุตรบุญธรรมมาหักอีกไม่ได้

นอกจากนี้ บุตรที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีต้องมีคุณสมบัติตามนี้ด้วย

– บุตรที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี ในปีภาษีนั้น

– ถ้าบุตรมีอายุระหว่าง 21-25 ปี ในปีภาษีนั้น ต้องกำลังศึกษาในระดับอนุปริญญา (ปวส.)

– ถ้าบุตรมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ในปีภาษีนั้น ต้องเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

– บุตรที่นำมาลดหย่อน ต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาทขึ้นไป (ยกเว้นเงินปันผล) หรือรายได้ที่มีนั้นได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เช่น บุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปี และรับเงินปันผล ซึ่งเงินปันผลนั้นจะถือว่าเป็นเงินของผู้ปกครอง และไม่ถือว่าบุตรมีรายได้

  • จำนวน : 30,000 บาทต่อคน
  • เงื่อนไข :

– ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนที่ 2  เป็นต้นไป ที่คลอดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป  (เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาท เท่ากับลดหย่อนบุตรคนที่ 2 รวม 60,000 บาท)

  • จำนวน : หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง สูงสุดไม่เกินปีละ 60,000 บาทต่อครรภ์ (กรณีมีลูกแฝดนับเป็น 1)
  • เงื่อนไข : 

– ค่าใช้จ่ายฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2564

 – กรณีตั้งครรภ์ปีนี้ แต่คลอดบุตรปีหน้า ให้ลดหย่อนได้ตามปีที่ใช้สิทธิ์ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เช่น ตั้งครรภ์ปี 2564 จ่ายค่าฝากครรภ์ไปจำนวน 20,000 บาท ก็จะสามารถหักลดหย่อนภาษี ปี 2564 ได้ 20,000 บาท และเมื่อคลอดบุตรในปี 2565 จะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ปี 2565 ได้อีกไม่เกิน 40,000 บาท

– สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการตั้งครรภ์และคลอดบุตรมาหักลดหย่อนภาษีได้ ไม่ว่าทารกที่คลอดจะมีชีวิตรอดหรือไม่

– กรณีสามี-ภรรยาแยกยื่นแบบฯ ให้ถือว่าค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นของภรรยา สามีสามารถใช้สิทธิ์เมื่อภรรยาไม่มีเงินได้ หรือกรณีไม่แยกยื่นแบบฯ

  • จำนวน : สูงสุด 120,000 บาท
  • เงื่อนไข :

– ลดหย่อนจาก พ่อแม่ตัวเอง และพ่อแม่ของคู่สมรสได้คนละ 30,000 (ต้องเป็นพ่อแม่แท้ๆ ไม่ใช่พ่อแม่บุญธรรม)

– พ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท

– คู่สมรสต้องไม่มีรายได้ จึงจะสามารถนำพ่อแม่คู่สมรสมาลดหย่อนได้

– พ่อแม่ต้องออกหนังสือรับรองการเลี้ยงดู (ลย.03) ให้กับบุตรที่จะขอลดหย่อนภาษีด้วย

– หากมีลูกหลายคนจะสามารถใช้สิทธิ์ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น หากลูกคนใดใช้ไปแล้ว ลูกคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้อีก (สามารถแบ่งกันได้ เช่นคนหนึ่งใช้สิทธิลดหย่อนพ่อ อีกคนใช้สิทธิลดหย่อนแม่)

  • จำนวน : 60,000 บาทต่อคน
  • เงื่อนไข :

– ผู้พิการต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพที่มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
หากผู้พิการหรือทุพพลภาพเป็นบิดา-มารดา-บุตร-คู่สมรส ก็สามารถใช้สิทธิ์ควบคู่กันได้ เช่น แม่อายุเกิน 60 ปี เป็นผู้พิการ ไม่มีรายได้ เราสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 30,000+60,000 = 90,000 บาท

-หากคู่สมรสเป็นผู้พิการและไม่มีรายได้ ก็สามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 60,000 + 60,000 = 120,000 บาท

ลดหย่อนภาษี กลุ่มประกันชีวิตและการลงทุน

กดดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะ

  • จำนวน : ลดหย่อนได้ตามจริง  โดยในปี 2564 ผู้ประกันตน มาตรา 33 มีการปรับลดเงินสมทบประกันสังคมในเดือนมกราคม-มีนาคม และมิถุนายน-พฤศจิกายน 2564 เพื่อช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์โควิด 19

ส่วนผู้ประกันตน มาตรา 39 สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 2,139 บาท ขณะที่ผู้ประกันตน มาตรา 40 จะลดหย่อนได้ไม่เกิน 700-3,000 บาท ตามที่จ่ายจริง

  • จำนวน : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงื่อนไขประกันชีวิต :

– ต้องเป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

– มีผลตอบแทนคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสม (เงินปันผลหรือเบี้ยคืนรายปี)

– ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ซื้อจากบริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินกิจการในไทย

– หากเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี ถือว่าผิดเงื่อนไข จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

  • เงื่อนไขเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต :

– ต้องเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต (ปัจจุบันมี 2 ธนาคาร คือ ออมสิน และ ธ.ก.ส.)

– ฝากเงินตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

– ผู้มีเงินได้เป็นผู้จ่ายเงินฝากเท่านั้น

– กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปี ต้องไม่เกิน 20% ของเงินฝากรายปี

– มีหลักฐานจากธนาคารผู้รับฝากเงิน

– หักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่ฝากเงินจริง แต่เมื่อรวมกับเงินที่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ตัวอย่างเช่น หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในปีนั้นไปแล้ว 40,000 บาท เราจะมีสิทธิ์นำเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตไปลดหย่อนภาษีได้อีก 60,000 บาท

  • จำนวน : หักตามจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
  • เงื่อนไข : 

– ต้องเป็นการซื้อประกันชีวิตให้คู่สมรสตามกฎหมายที่ไม่มีรายได้

– ต้องเป็นสามี-ภรรยาตลอดทั้งปีภาษี ดังนั้น หากเพิ่งแต่งงานกันในปี 2564 จะยังไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เพราะความเป็นสามี-ภรรยา ไม่ได้มีอยู่ตลอดทั้งปี

  • จำนวน : ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิต และเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงื่อนไข : ประกันสุขภาพที่นำมาลดหย่อนได้ มีดังนี้

– ประกันให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ

– ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก

– ประกันภัยโรคร้ายแรง

– ประกันภัยการดูแลระยะยาว

  • จำนวน : ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
  • เงื่อนไข :

– บิดา-มารดาต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนเกิน 30,000 บาทขึ้นไป

– บิดาหรือมารดาต้องอยู่ในไทยไม่ต่ำกว่า 180 วัน ในปีภาษีนั้น

– ลูกที่จะใช้สิทธิ์ต้องเป็นบุตรตามกฎหมายเท่านั้น บุตรบุญธรรมไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้

– ลูกสามารถใช้สิทธิ์ได้หลายคน โดยหารเฉลี่ยกัน เช่น ลูก 2 คน ร่วมกันซื้อประกันสุขภาพให้บิดา จำนวน 15,000 บาท ดังนั้น ลูกแต่ละคนสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพบิดาไปลดหย่อนภาษีได้คนละ 7,500 บาท

– แบบประกันสุขภาพของบิดา-มารดาที่นำมาลดหย่อนภาษีได้จะต้องเป็นความคุ้มครองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 ด้านเท่านั้น คือ ค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชย กรณีเจ็บป่วยทั่วไป, ค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชย กรณีอุบัติเหตุ, ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง และประกันคุ้มครองการพยาบาลสำหรับการเจ็บป่วยระยะยาว (Long Term Care)

  • จำนวน : 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • เงื่อนไข :

– ต้องเป็นประกันที่มีระยะเวลาเอาประกัน 10 ปีขึ้นไป

– ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ซื้อจากบริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินกิจการในไทย

– จ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ 55 ปี ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 85 ปี หรือมากกว่านั้น

– เมื่อรวมค่าเบี้ยประกันที่จ่ายให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

-หากไม่มีประกันชีวิตแบบทั่วไป สามารถใช้เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแทนได้ 100,000 +200,000 =  เบี้ยประกันบำนาญลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บ.

จำนวน : สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

  • เงื่อนไข :

– ต้องซื้อระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2564

– ต้องถือครองอย่างน้อย 10 ปี (วันชนวัน) หากขายก่อนครบกำหนด จะถือว่าทำผิดเงื่อนไขลดหย่อนภาษี และต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้น

– เมื่อซื้อ SSF รวมกับกองทุนรวม RMF , กบข. , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , กองทุนครูโรงเรียนเอกชน , ประกันชีวิตแบบบำนาญ , กองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

  • จำนวน : หักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  • เงื่อนไข :

– ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปีได้) ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ

– ต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปี (ปีใดไม่ลงทุนจะไม่นับ) และลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์จึงจะสามารถขาย

– เมื่อซื้อ RMF รวมกับกองทุนรวม SSF , กบข. , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , กองทุนครูโรงเรียนเอกชน , ประกันชีวิตแบบบำนาญ , กองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

  • จำนวน : ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ 13,200 บาท
  • เงื่อนไข : เมื่อรวมกับกองทุนรวม SSF, กบข., RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันชีวิตแบบบำนาญ, กองทุนครูโรงเรียนเอกชน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ประกันบำนาญที่น่าสนใจ Read more…
ประกันสุขภาพ Read more…
กองทุน SSF และ RMF Read more…

ค่าลดหย่อนภาษี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

กดดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะ

จำนวน : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เงื่อนไข :

– เป็นดอกเบี้ยจากเงินกู้การเช่าซื้อบ้าน คอนโด หรือที่อยู่อาศัย โดยเราต้องอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ด้วย

– ต้องเป็นการกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่บนที่ดินของตัวเอง หรือกู้เพื่อซื้อคอนโดมิเนียม

– ต้องเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินภายในประเทศ

– หากมีการกู้สำหรับที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แห่ง สามารถใช้ลดหย่อนรวมกันได้ทุกแห่ง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

– กรณีกู้ร่วมกันหลายคน ก็ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่า ๆ กัน โดยไม่สนใจว่าผู้กู้ร่วมมีรายได้ที่จะเสียภาษีหรือไม่ และรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ลดหย่อนภาษี กลุ่มเงินบริจาค

กดดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะ

  • จำนวน : 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ
  •  เงื่อนไข :

– ต้องเป็นสถานศึกษาที่ ศธ. กำหนด  / บริจาคให้สถานพยาบาลต่าง ๆ ของราชการ /การบริจาคเงินให้หน่วยงานด้านกีฬาที่สังกัดสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย

– มีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน หรือผ่านระบบ e-Donation

ยกตัวอย่างเช่น

  • กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเด็กเล็ก
  • โครงการฝึกอบรมอาชีพและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ในกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม
  • กองทุนยุติธรรม
  • การจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน
  • การบริจาคเงินให้แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
  • มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
  • กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา

จำนวน : 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

  • จำนวน : ตามที่บริจาคจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่น
  • เงื่อนไข :

– เป็นการบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล ให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สมาคม สถานสาธารณกุศล สถานสงเคราะห์ ฯลฯ

  • จำนวน : ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 10,000 บาท

ลดหย่อนภาษีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

กดดูรายละเอียดของแต่ละหัวข้อได้เลยค่ะ

สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ประเภทที่ 5-8 (เช่น ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ ค่ารับเหมา และธุรกิจอื่นๆ ) ที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตร ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 พ.ย.59 – 31 ธ.ค. 64 โดยรายได้รวมกันไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีเท่านนั้น

สำหรับค่าลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2564 ณ เดือนกันยายน ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมาเพิ่มเติมค่ะ หากมี Fin-around จะมาอัปเดตเพิ่มเติมนะคะ

ต้องการวางแผนภาษี

เริ่มต้นวางแผนค่าลดหย่อนภาษี กับนักวางแผนการเงิน คุณจะได้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนรวม SSF และ RMF

บริการวางแผนภาษีของเราสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของคุณในทุกช่วงชีวิต โดยผ่านการวิเคราะห์ และแนะนำจากทีมงาน Fin-around

จิรพัชร์ เจริญวงษ์พิบูล

นักวางแผนการเงิน AFPT
ที่ปรึกษาประกันชีวิตและการลงทุน

Contact:  063-564-5461
Line: @fin-around

ปรึกษานักวางแผนการเงินฟรี
Published On: September 13th, 2021 / Categories: วางแผนภาษี /